Bloodborne เกมแอ็กชันโซลไลค์สุดโหด

Browse By

ถ้าเอ่ยถึงเกมที่ทำให้มือชื้น เหงื่อซึม หัวใจเต้นแรงทุกครั้งที่เดินเข้าซอยแคบ ๆ แล้วมีเสียงอะไรไม่รู้ครางอยู่ข้างหน้า ชื่อของ Bloodborne เกมแอ็กชันโซลไลค์สุดโหด ต้องติดลิสต์ระดับต้น ๆ แน่นอน นี่คือผลงานจาก FromSoftware ที่เอาสูตรโหดแบบ Dark Souls มาปรุงใหม่ให้กลายเป็นเกมแอ็กชันเร็ว ดุดัน โคตรกดดัน และเต็มไปด้วยบรรยากาศโกธิกหลอน ๆ จนหลายคนเล่นไปขนลุกไป (แต่ก็ยังไม่ยอมวางจอย)

กลางดึกบางคืน เราอาจสลับจากการล่าอสูรใน Yharnam ไปลุ้นอย่างอื่นเบา ๆ ในโลกจริง เช่น ดูบอล ลุ้นกีฬา หรือเสพความบันเทิงแนวเดิมพันผ่านเว็บที่คุ้นหน้าคุ้นตาอย่าง ทางเข้า UFABET ล่าสุด เพื่อเปลี่ยนอารมณ์จากเสียงปืนพารรี่เป็นเสียงเชียร์ในสนาม แต่ไม่ว่าจะลุ้นในเกมหรือข้างนอก สิ่งที่เหมือนกันเป๊ะคือ “ต้องรู้จังหวะ รู้ลิมิตตัวเอง และรู้ว่าเมื่อไหร่ควรถอย” ไม่งั้นทั้งฮันเตอร์ใน Bloodborne และตัวเรานอกจอ มีสิทธิ์จบด้วยการนอนกองอย่างไม่สวยเหมือนกัน 😅


Bloodborne คือเกมอะไร ทำไมถึงถูกเรียกว่าโหดแต่โคตรดี

สรุปให้เห็นภาพง่าย ๆ ก่อนว่า Bloodborne เกมแอ็กชันโซลไลค์สุดโหด คือ

  • เกมแอ็กชัน RPG มุมมองบุคคลที่สาม
  • สาย “โซลไลค์” คือ เกมตายบ่อย แต่แฟร์ เน้นฝีมือผู้เล่น
  • โทนโกธิก–สยองขวัญแบบ “เมืองยุโรปเก่า + ลัทธิประหลาด + ปีศาจคธูลู”
  • เกมเพลย์เร็ว เน้นหลบ–พารรี่–สวน ไม่เน้นเดินถือโล่ยกกันชิล ๆ แบบ Dark Souls

เราเล่นเป็น Hunter (ฮันเตอร์) ที่เดินทางมาถึงเมือง Yharnam เมืองแห่ง “เลือดต้องสาป”

  • คนในเมืองเชื่อใน “การรักษาด้วยเลือด”
  • แต่การใช้เลือดนี้มากเกินไป ทำให้ผู้คนเริ่มกลายเป็นสัตว์ร้าย
  • เมืองทั้งเมืองเลยกลายเป็นฝันร้ายที่เต็มไปด้วยหมาป่า คนสัตว์ประหลาด และสิ่งมีชีวิตที่อธิบายไม่ได้

หน้าที่ของเราในฐานะ Hunter คือ

  • เอาตัวรอดท่ามกลางคืนแห่งการล่า (The Hunt)
  • ค่อย ๆ เปิดเผยความจริงเบื้องหลังพิธีกรรม เลือด และสิ่งที่อยู่เหนือมนุษย์

แน่นอน…ไม่มีใครบอกตรง ๆ ว่าจริง ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้น เกมจะให้เรา “เก็บเศษข้อมูล” จากเมือง จากบันทึก จากคำพูดกำกวมของ NPC แล้วแปลเอง ใครสายชอบเมาท์เนื้อเรื่อง–ทฤษฎี จะรักจุดนี้มาก


โทนและโลกของ Yharnam: โกธิก สยอง หลอน แต่สวยมาก

Yharnam ไม่ได้เป็นเมืองแฟนตาซีสดใสแบบ “ไปตีมอนแล้วแวะกินปลาเผา” แต่เป็นเมืองที่บรรยากาศกดดันตั้งแต่ก้าวแรก

  • อาคารสูงแหลมสไตล์วิคตอเรียน
  • ถนนปูหินเปียกชื้นจากฝนและเลือด
  • รถลากศพ เผาศพกองไฟ แชนเดอเลียร์พัง ๆ
  • เสียงเคาะประตู คนในบ้านตะโกนไล่เราไปไกล ๆ

ในทุกก้าว เราจะเจอความรู้สึกว่า

“ที่นี่เคยเป็นเมืองใหญ่ที่เคยรุ่งเรืองมาก…แต่ตอนนี้คือฝันร้ายที่ไม่มีใครอยากอยู่”

นอกจาก Yharnam ตัวเมืองแล้ว เรายังได้ไปพื้นที่อื่น ๆ เช่น

  • เขตโบสถ์ ลัทธิเลือด และองค์กรที่เกี่ยวกับการรักษาด้วยเลือด
  • ป่า ที่เต็มไปด้วยหมู่บ้านลึกลับ พิธีกรรมประหลาด
  • เขตมหาวิทยาลัย/ห้องทดลอง ที่เป็นเบาะแสสำคัญของสิ่งที่เกิดขึ้น
  • โชว์ความหลอนสไตล์คธูลู–จักรวาล (cosmic horror) ในช่วงท้ายเกม

ทุกฉากคือการดีไซน์ที่ค่อย ๆ ดันความหลอนจาก “มอนสเตอร์” → “ความจริงเบื้องหลังจักรวาล” แบบทีละสเต็ป


ระบบการต่อสู้: เล่นตั้งรับตาย เล่นบุกถึงรอด

ถ้า Dark Souls คือเกมที่ให้เรายกโล่รอจังหวะแทงสวน Bloodborne จะบอกเราตรง ๆ ว่า

“เก็บโล่ไปเลยจ้า ที่นี่เชียร์ให้คุณบุก”

ไม่มีโล่ มีแต่ความกล้า

ระบบหลักที่ทำให้เกมนี้โดดเด่นคือ

  • ไม่มีโล่ดี ๆ ให้ใช้ (มีโล่ไม้ไว้แซวเล่นมากกว่าจะเอาไปใช้จริง)
  • ตัวเกมดีไซน์ให้เราต้อง “หลบ” กับ “สวน” แทน

Trick Weapons – อาวุธแปลงร่างได้

อาวุธหลักในเกมเรียกว่า Trick Weapons

  • แต่ละชิ้นมี 2 โหมด เช่น
    • เลื่อยยาวที่พับเก็บ = ถนัดมือเดียว, กางออก = ระยะไกลขึ้น ตีวงกว้าง
    • Cane ที่เป็นไม้เท้า = โหมดฟาดเร็ว, ปุ่มเปลี่ยน = แปลงร่างเป็นแส้มีหนาม
    • ดาบสั้น + ค้อนยักษ์ ฯลฯ

การสลับโหมดกลางคอมโบคือเสน่ห์หลัก

  • เราสามารถเริ่มด้วยฟันเร็ว ๆ แล้วเปลี่ยนเป็นโหมดหนักเพื่อจบคอมโบ
  • หรือใช้โหมดยาวคุมระยะให้มอนเข้าไม่ถึง

ปืน = เครื่องมือพารรี่ ไม่ใช่ไว้ยิงเล่น

ต่างจากเกมอื่น ๆ ที่ปืน = ดาเมจหลัก ใน Bloodborne ปืนส่วนใหญ่เอาไว้

  • “ยิงขัดจังหวะ” ตอนศัตรูกำลังจะฟาด
  • ถ้ายิงถูกจังหวะเป๊ะ ศัตรูจะชะงัก
  • เราจะเข้าไปสำเร็จท่า Visceral Attack (แทงทะลุกลางตัว) ดาเมจมหาศาล

ช่วงแรก ๆ ผู้เล่นใหม่จะยังไม่ชินจังหวะพารรี่ แต่พอเริ่มจับทางได้ เกมจะสนุกขึ้นแบบก้าวกระโดด เหมือนเราจากฮันเตอร์ธรรมดา กลายเป็นคนที่เดินเข้าใส่มอนแล้วถามว่า

“จะฟาดเมื่อไหร่ รีบบอก จะได้ยิงสวนให้ล้ม”


ระบบเสี่ยงแลกผลตอบแทน: Rally และการดันจังหวะบวก

อีกระบบที่ผลักให้เกมนี้เป็นสายบุกเต็มตัวคือ Rally System

  • เมื่อเราถูกตี เลือดที่เสียไปจะมี “แถบส้ม” อยู่ช่วงหนึ่ง
  • ถ้าเรารีบตีสวนกลับในระยะเวลาสั้น ๆ เลือดส่วนนี้จะ “ฟื้นกลับมา”

แปลว่า

  • ถ้าโดนตบแล้วถอยหนี เราเสียเลือดเต็ม ๆ
  • ถ้าโดนตบแล้ว “บุกเข้าไปตีสวนกลับทันที” มีโอกาสฟื้นเลือดกลับมาแทบหมด

มันคือการบอกเราตรง ๆ ว่า

“อย่าหนีจนชิน ถ้ากลัวตลอด คุณจะโดนบีบมุมเอง”

ระบบนี้ ทำให้ Bloodborne เป็นเกมที่

  • ดูโหด
  • แต่สนับสนุนความกล้าแบบมีสติ
  • และรางวัลสำหรับคนที่อ่านเกมออก พารรี่ดี บุกดี

ตารางสรุปจุดเด่นของ Bloodborne

หัวข้อรายละเอียดแบบเข้าใจไว
ประเภทเกมแอ็กชัน RPG สายโซลไลค์ เน้นหลบ–สวน–บุก
โลก/บรรยากาศเมืองโกธิก Yharnam + โทนสยองขวัญ + กลิ่นอายคธูลู
ตัวละครหลักHunter ผู้มาล่าความจริงของเลือดและฝันร้าย
ระบบต่อสู้Trick Weapons แปลงร่างได้ + ปืนพารรี่ + Rally ฟื้นเลือดด้วยการบุก
การพัฒนา Buildเน้นค่าสเตต Strength/Skill/Bloodtinge/Arcane ปั้นสายหลากหลาย
การเล่าเนื้อเรื่องเน้นบรรยากาศ/รายละเอียดชิ้นเล็ก ๆ ให้เราต่อภาพเอง ไม่ป้อนตรง ๆ
ความยากระดับ FromSoftware: ตายบ่อย แต่แฟร์ ถ้าเข้าใจระบบจะง่ายขึ้นเยอะ
DLC ที่สำคัญThe Old Hunters – เนื้อหาเพิ่มสุดโหด บอสและอาวุธใหม่เพียบ

สายเล่นและสายปั้นตัวละครใน Bloodborne

แม้จะไม่มีคลาสเยอะ ๆ แบบ RPG บางเกม แต่เราสามารถปั้น Hunter ไปคนละทิศได้ชัดเจน

ค่าสเตตหลัก ๆ

  • Strength – เน้นอาวุธหนัก ฟาดแรง
  • Skill – เน้นอาวุธตีเร็ว คอมโบไว (เทียบกับสาย DEX)
  • Bloodtinge – เน้นดาเมจปืน/อาวุธที่ใช้เลือด
  • Arcane – สายเวท/ดาเมจธาตุ/ของเล่นพิเศษ

ตัวอย่างสายฮิต ๆ เช่น

  • สาย Strength + Trick Weapon หนัก ๆ → เหมาะคนชอบตีแรง จังหวะชัวร์
  • สาย Skill → อาวุธฟาดคอมโบสุดมัน โดนทีละน้อยแต่ฟาดถี่ ๆ
  • สาย Bloodtinge → เน้นปืนแรง ยิงทีเลือดลั่น (แต่จัดการทรัพยากรยากหน่อย)
  • สาย Arcane → เล่นของพิเศษ เอฟเฟกต์เวท แต่อาจต้องเล่นเกมรอบลึก ๆ หน่อยถึงสนุกเต็มที่

ข้อดีคือ เกมไม่ล็อกเราตายตัวตั้งแต่ต้น

  • เล่น ๆ ไปไม่ชอบสายนี้ ก็ปรับแนวการอัปสเตตช่วงกลางเกมได้ระดับหนึ่ง
  • หรือเล่นจบรอบแรกแล้ว NG+ เล่นสายใหม่เลยก็ยังได้

Chalice Dungeons และคอนเทนต์ข้างเคียง

นอกจากเส้นทางหลักใน Yharnam แล้ว เกมยังมีระบบ Chalice Dungeon

  • เป็นดันเจียนใต้ดินที่สร้างจาก “ถ้วยพิธีกรรม”
  • มีหลายเลเยอร์ หลายระดับความยาก
  • ศัตรู/เลย์เอาต์สุ่มในระดับหนึ่ง ทำให้แต่ละรอบไม่เหมือนกันเป๊ะ

Chalice Dungeons ให้

  • บอสพิเศษ
  • อาวุธ/รูน/ของหายาก
  • สนามฝึกมือ และคอนเทนต์ End Game สำหรับสายฮาร์ดคอร์

บางคนเล่นเส้นหลักจบแล้ว ก็ลง Chalice ขลุกอยู่เป็นสิบชั่วโมงเพื่อเคลียร์ทุกดันและเก็บของให้ครบ เป็นอีกหนึ่งมิติที่ทำให้ Bloodborne อยู่ได้นานกว่าการเล่นเนื้อเรื่องรอบเดียว


Bloodborne กับสยองขวัญแบบโกธิก–คธูลู

เสน่ห์หนึ่งที่ทำให้เกมนี้ต่างจาก Souls ภาคอื่นคือ โทนสยองขวัญที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “ผี/หมาป่า” ไปเป็น “ความสยองระดับจักรวาล”

ช่วงต้นเกม

  • ดูเหมือนเกมล่าหมาป่า คนสัตว์ประหลาด แม่มด ฯลฯ
  • เมืองมืด ๆ ไฟคบเพลิง เสียงโห่ไล่ฮันเตอร์

แต่พอเราเล่นไปลึกขึ้น จะเริ่มเห็นว่า

  • มี “สิ่งที่สูงกว่ามนุษย์” อยู่เบื้องหลัง
  • หลาย ๆ เควสต์ หรือบอส เริ่มไม่ใช่แค่คนกลายพันธุ์ แต่กลายเป็น “สิ่งมีชีวิตจากเบื้องบน/เบื้องลึก”
  • โทนเรื่องค่อย ๆ ขยับเข้าหาแนว Lovecraftian (คธูลู) แบบเต็มตัว

มันให้ความรู้สึกว่า

ตอนแรกคิดว่าเมืองนี้น่ากลัวเพราะคนบ้า–มอนสเตอร์

แต่จริง ๆ แล้ว สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ “ความจริง” ที่อยู่เหนือความเข้าใจมนุษย์ต่างหาก

คนที่ชอบสยองขวัญแบบใช้จินตนาการเยอะ ๆ จะอินมาก เพราะเกมไม่บอกทุกอย่างตรง ๆ แต่ชวนเราจินตนาการต่อเอง ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เราเห็นมันคืออะไร


Bloodborne กับ “สายลุ้น” ทั้งในเกมและนอกจอ

การเล่น Bloodborne คือการ “ลุ้น” ทุกจังหวะ

  • ลุ้นว่าบอสจะใช้ท่าไหนต่อ ถ้าอ่านผิดคือหลอดเลือดหายครึ่ง
  • ลุ้นว่ามุมมืดตรงหัวมุมจะมีหมาป่าซุ่มอยู่ไหม
  • ลุ้นว่าถ้าเข้าไปเก็บเลือดที่ตกไว้ จะรอดออกมาทันหรือจะโดนตบซ้ำจนหายหมด

มันคล้ายกับคนที่ชอบลุ้นในชีวิตจริง เช่น

  • ลุ้นผลบอล ลุ้นบิลสเต็ป
  • ลองเสพความบันเทิงแนวกีฬา/คาสิโนออนไลน์ผ่านเว็บที่ตัวเองคุ้นอยู่แล้วอย่าง ยูฟ่าเบท

สิ่งที่เหมือนกันคือ

  • เราต้องดูข้อมูลก่อนเสมอ → ในเกมคือ Pattern บอส, นอกเกมคือสถิติ/ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
  • เราต้องประเมินความเสี่ยง → HP เหลือเท่านี้ เสี่ยงเข้าไปบวกไหม, เงินในกระเป๋าเหลือเท่านี้ เสี่ยงเล่นเพิ่มดีไหม
  • ต้องรู้ว่า “หยุดตรงไหน” → ถ้ายิ่งเล่นยิ่งหัวร้อน ทั้ง Bloodborne และสายลุ้นนอกเกมจะพาเราไปจุดที่ไม่สนุกเอาง่าย ๆ

ข้อดีคือ ในเกมเราตายแล้วโหลดใหม่ได้ แต่ในชีวิตจริงพลาดทีเดียว เจ็บจริงทั้งเงินและใจ เพราะงั้นเอา mindset จาก Bloodborne ไปใช้ได้เลย

  • กล้าบุกแบบคิดมาแล้ว
  • ไม่ All-in ด้วยความคึกอย่างเดียว
  • พอเริ่มหัวร้อน ให้ถอยหนึ่งก้าว พักแล้วค่อยกลับมาใหม่

ทั้งโลกใน Yharnam และโลกจริง จะสนุกขึ้นเยอะถ้าเราบริหารความเสี่ยงเป็น 😊


เหมาะกับใคร และอาจไม่ใช่ทางของใคร

เหมาะมาก ถ้าคุณ…

  • ชอบเกมแอ็กชันโหด ๆ ที่ตายบ่อยแต่รู้สึกว่า “แพ้เพราะเราเอง”
  • ชอบบรรยากาศเมืองยุโรปเก่า–โกธิก–สยองขวัญ
  • ชอบระบบต่อสู้ที่เน้นความดุดัน บุกเร็ว ไม่เน้นยืนเต๊ะโล่
  • ชอบเกมที่เล่าเรื่องผ่านโลกและรายละเอียดเล็ก ๆ ให้เราไปต่อจิ๊กซอว์เอง
  • อินกับสไตล์ FromSoftware อยู่แล้ว (ชอบ Dark Souls, Sekiro ฯลฯ)

อาจไม่ถูกจริต ถ้าคุณ…

  • ไม่ชอบเกมที่ตายบ่อย หัวร้อนง่าย และไม่อยากฝึกซ้ำ ๆ
  • ชอบเกมเล่าเนื้อเรื่องตรง ๆ มีคัตซีนอธิบายชัดทุกเรื่อง
  • ไม่ชอบบรรยากาศหม่น ๆ มืด ๆ หรือธีมสยองขวัญ
  • ไม่ค่อยอินกับการ “อ่าน Pattern” ศัตรู

แต่ถ้าคุณอยากลองอะไรที่ “ไม่เกรงใจผู้เล่นเลย แต่ก็ไม่โกงผู้เล่น” Bloodborne คือประตูบานหนึ่งที่ควรลองเปิดดูสักครั้ง


Tips มือใหม่ Bloodborne: เริ่มยังไงให้ไม่ถอดใจตั้งแต่สะพานแรก

1. ยอมรับก่อนว่า “ตายคือส่วนหนึ่งของเกม”

Bloodborne ถูกออกแบบมาให้

  • คุณตายตั้งแต่ศัตรูพื้นฐาน
  • คุณโดนรุมเพราะลุยเข้าไปกลางฝูงแบบไม่คิด

ทุกความตายคือข้อมูล

  • ตายเพราะท่าบอสนี้ → รอบหน้ารู้แล้วว่าท่านี้ต้องหลบยังไง
  • ตายเพราะรีบเกิน → รอบหน้ารู้ว่าต้องใจเย็นลง

2. ฝึกใช้ปืนพารรี่ให้ชิน

ช่วงแรกหลายคนจะไม่กล้าใช้ปืน กลัวจังหวะพลาด แต่ถ้าคุณตั้งใจฝึกกับมอนพื้นฐาน

  • ดูจังหวะที่มัน “ง้าง” เพื่อฟาด
  • ยิงตอนก่อนหน้าโดนประมาณเสี้ยววินาที
  • พอ stun ได้ เข้าไปแทง Visceral Attack ทันที

แค่คุณเริ่มจับจังหวะมอนได้ 2–3 แบบ เกมจะง่ายขึ้นแบบชัดเจน เพราะบอสหลายตัวก็ใช้หลักการใกล้กัน แค่เร็วขึ้นและท่าซับซ้อนขึ้นเท่านั้น

3. ใช้ Rally ให้เป็นประโยชน์

โดนตีแล้วถอยหนีจนสุดจอ = เสียเลือดเต็ม ๆ

โดนตีแล้ว “เดินเข้าไปบวกสวน” โดยยังไม่หลุดจังหวะ = ฟื้นเลือดกลับมาได้

แต่ต้องเลือกจังหวะดี ๆ

  • ถ้ามอนยังสแปมคอมโบอยู่ ก็อย่าเพิ่งพ突าย
  • รอดูว่ามีช่วง “ว่าง” ให้เข้าไปคอมโบสั้น ๆ แล้วถอย

คิดซะว่าเลือดส้มคือ “เงินที่ยังไม่ตัดบิล” ถ้าคุณรีบเก็บ มันยังกลับมาได้ แต่ถ้าปล่อยออกไปนานเกิน ทุกอย่างจะหายจริง 😂

4. อย่าลืมอัปเกรดอาวุธ

นอกจากการอัปเลเวลตัวละคร

  • การอัปเลเวล Trick Weapon สำคัญมาก
  • อาวุธเลเวลสูง ๆ ทำให้เราไม่ต้องตีรัว ๆ จนเสี่ยง

หมั่นกลับไปอัปที่ Workshop ใน Hunter’s Dream บ่อย ๆ ไม่มีอะไรเฟลเท่าการถืออาวุธเลเวลต่ำไปสู้กับบอสท้ายเกม

5. เรียนรู้เส้นทางลัด (Shortcut)

Yharnam เต็มไปด้วยประตู/ลิฟต์ลัด

  • ทุกครั้งที่เจอทางใหม่ ลองมองหาประตูที่ล็อกอยู่
  • เมื่อวนกลับมาเปิดจากอีกด้าน จะช่วยให้เราวิ่งตัดผ่านโซนเดิมได้เร็วขึ้น

การเปิด Shortcut คือการลด “ทางเดินซ้ำ ๆ” เวลาเราตายบอสแล้วต้องวิ่งกลับมา ไม่ต้องเคลียร์มอนเป็นสิบตัวทุกครั้งให้เหนื่อยใจ

6. ใช้เกราะ/รูนตามสภาพ ไม่ต้องยึดติดกับรูปลักษณ์อย่างเดียว

เกราะใน Bloodborne ต่างกันในค่าต้านทานหลายแบบ เช่น

  • ฟัน, ทะลวง, ยิง, ไฟ, เปลวเพลิง, พิษ, Frenzy ฯลฯ

ก่อนสู้บอสบางตัว

  • ลองเช็กว่าโจมตีหลักของมันคืออะไร
  • เปลี่ยนชุดให้เหมาะกับการป้องกันธาตุนั้น

แม้มันจะทำให้ฮันเตอร์ดูแปลกไปนิด แต่ถ้ารอดได้ก็ถือว่าคุ้ม 😆


FAQ: คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Bloodborne

Q: ไม่เคยเล่นเกม FromSoftware มาก่อน จะเริ่มที่ Bloodborne เลยได้ไหม?
ได้ แต่ต้องเตรียมใจหน่อยว่าเกมจะโหดตั้งแต่แรกเริ่ม ถ้าคุณโอเคกับการตายบ่อย ๆ และเรียนรู้จากมันไปทีละนิด Bloodborne สามารถเป็นเกมเปิดโลกสายโซลไลค์ได้ดีมาก แต่ถ้าอยากเริ่มที่อะไรช้าลงหน่อย Dark Souls อาจเป็นอีกตัวเลือกที่นุ่มกว่าเล็กน้อย


Q: เกมนี้เน้นเนื้อเรื่องไหม หรือเล่นสนุกแค่ระบบต่อสู้?
ระบบต่อสู้คือจุดขายแรก แต่เนื้อเรื่อง/บรรยากาศคือของหวานชั้นดี ถ้าคุณชอบแนวเล่าเรื่องแบบไม่ตรงไปตรงมา ให้เราไปต่อภาพเอง Bloodborne จะยิ่งสนุกขึ้นอีกหลายเท่า ยิ่งถ้าหลังเล่นไปแล้วไปดูคลิปวิเคราะห์เนื้อเรื่องต่อ จะยิ่งทึ่งว่าคนเขียนคิดไว้ลึกแค่ไหน


Q: Bloodborne ยากกว่า Dark Souls ไหม?
แล้วแต่คน แต่หลายเสียงบอกว่า “รู้สึกยากตอนแรก แต่พอเข้ามือแล้วมันลื่นกว่า” เพราะจังหวะเกมบังคับให้เราเล่นเชิงบุก หลีกเลี่ยงการยืนเฉย ๆ ซึ่งบางคนกลับชอบมากกว่ารอแทงแบบเชื่องช้าแบบ Souls พอปรับ mindset ได้ ความยากจะเปลี่ยนเป็นความมันแทน


Q: ต้องเล่น DLC The Old Hunters ไหม?
ถ้ารักเกมนี้อยู่แล้ว The Old Hunters คือของที่ “ต้องเล่น”

  • มีบอสใหม่ที่โหดจัดแต่ดีไซน์สุดยอด
  • อาวุธใหม่จำนวนมากที่เปลี่ยนสไตล์การเล่นได้เลย
  • เพิ่มมุมมองใหม่เกี่ยวกับโลกของ Hunter และอดีตของการล่า

แต่ถ้าเล่นภาคหลักยังไม่จบ/ยังไม่ไหว แนะนำเคลียร์ภาคหลักก่อน แล้วค่อยต่อ DLC จะอินที่สุด


Q: เกมนี้เหมาะเล่นตอนอารมณ์แบบไหน?
เหมาะกับวันที่พร้อมจะ “ตั้งใจเล่น” มากกว่าวันที่สมองล้า ๆ เพราะต้องใช้สมาธิอ่านท่า อ่าน Pattern ถ้าวันไหนเหนื่อยมาก แนะนำเล่นเกมชิลอย่างทำฟาร์ม/เกมเบาก่อน (แนว Stardew, ชิล ๆ) แล้วค่อยกลับมา Bloodborne ตอนสมองสดจะสนุกกว่ามาก


Q: เล่นด้วยคีย์บอร์ดเมาส์ได้ไหม หรือควรใช้จอย?
Bloodborne เป็นเกมพิเศษของเครื่องคอนโซล (สาย PlayStation) ดังนั้นดีไซน์มาเพื่อจอยเต็ม ๆ การควบคุมจังหวะหลบ–ตี–เปลี่ยนอาวุธบนจอยจะลื่นสุด ถ้าคุณถนัดจอยอยู่แล้วจะรู้สึกว่าคอนโทรลตอบสนองดีมาก


Q: ถ้าเป็นคนหัวร้อนง่าย ควรเล่นไหม?
เล่นได้…ถ้าคุณตั้งกติกากับตัวเองว่าพอเริ่มหัวร้อนจะ “วางจอยแล้วไปพัก” ทันที จริง ๆ Bloodborne เป็นเกมที่ช่วยฝึกความอดทนและสมาธิได้ดีมาก แต่ต้องไม่ฝืนตัวเองจนกลายเป็นเครียด แนะนำกำหนดรอบไว้ เช่น ถ้าติดบอสเกิน 10 รอบแล้วเริ่มด่าเองในใจ ให้หยุดก่อน แล้วค่อยกลับมาลุยต่อวันถัดไป บ่อยครั้งคุณจะผ่านมันได้ตั้งแต่รอบแรกของวันใหม่แบบงง ๆ เลย


สรุป: ทำไม Bloodborne เกมแอ็กชันโซลไลค์สุดโหด ถึงเป็นตำนานที่ควรลองสักครั้ง

สุดท้ายแล้ว เหตุผลที่ Bloodborne เกมแอ็กชันโซลไลค์สุดโหด ยังถูกพูดถึงแม้ออกมานานแล้ว เป็นเพราะมันไม่ได้เป็นแค่ “เกมโหด”

แต่มันคือการผสมกันอย่างลงตัวระหว่าง

  • ระบบต่อสู้ที่บังคับให้เรากล้าบุก แต่ก็ต้องคิดทุกจังหวะ
  • โลกโกธิกสยองที่ทั้งสวย ทั้งหลอน และเต็มไปด้วยรายละเอียด
  • เนื้อเรื่องแบบปริศนาที่ชวนให้เราค่อย ๆ แกะไปทีละชั้น
  • บอสที่โหดจนอยากปาลูกบิดจอย แต่พอชนะได้แล้วความฟินคือระดับดีดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้

ในชีวิตจริง เราอาจต้องลุยกับเรื่องเครียด ๆ ทั้งงาน เงิน ความสัมพันธ์ บางช่วงเราแบ่งเวลาไปล่าอสูรใน Yharnam เพื่อระบายความกดดัน บางช่วงก็อาจสลับไปลุ้นอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ผ่านแพลตฟอร์มที่เราคุ้นอย่าง สมัคร UFABET เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศจากเลือดสาดเป็นเสียงเชียร์ แต่ไม่ว่าจะสนุกกับอะไร สิ่งที่สำคัญคือการรู้ลิมิตของตัวเองเสมอ

ไม่ต่างจากตอนเรายืนหน้าบอสตัวใหญ่ใน Bloodborne ที่เลือดเหลือครึ่งหลอด เราต้องถามตัวเองว่า

“จะบุกต่อดีไหม หรือถอยกลับไปตั้งหลักก่อน?”

คำถามเดียวกันนี้ใช้ได้กับทั้งเกมและชีวิตจริง — ถ้าเรารู้จักถอยตอนที่ควรถอย กลับมาตั้งสติ แล้วค่อยบุกใหม่อีกครั้ง เราจะผ่านทั้งบอสในเกมและบอสในชีวิตจริงได้อย่างสง่างามขึ้นทุกครั้ง

ถ้าคุณกำลังมองหาเกมที่จะทำให้คุณทั้งกลัว ทั้งลุ้น ทั้งภูมิใจในตัวเองทุกครั้งที่ผ่านด่านยาก ๆ ไปได้ Bloodborne เกมแอ็กชันโซลไลค์สุดโหด คือหนึ่งในประสบการณ์ที่ “ควรโดน” สักครั้งในฐานะเกมเมอร์จริง ๆ และใครจะรู้…บางทีหลังจากล่าอสูรไปสักพัก คุณอาจจะค้นพบว่าตัวเองก็เก่งกว่าที่คิดไว้เยอะเลย 🩸🕯️🗡️