ถ้าพูดถึงเกมที่ “เล่นจบตาเดียว” แต่ดันกดเริ่มใหม่ไปเรื่อย ๆ แบบไม่รู้ตัว ชื่อของ Slay the Spire เกมสร้างเด็คปีนหอคอยสุดลุ้น น่าจะโผล่ขึ้นมาในหัวใครหลายคน นี่คือเกมการ์ด+โร๊กลไลก์ที่เราต้องปีนหอคอยไปทีละชั้น สู้มอน บอส เหตุการณ์สุ่ม แวะร้าน เลือกการ์ด และรับ Relic ไปเรื่อย ๆ แล้วพอแพ้หรือตายกลางทางก็กลับมาเริ่มใหม่พร้อมประสบการณ์ (กับความคันมือ) ที่เพิ่มขึ้นทุกตา

เกมนี้เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบความรู้สึก “วางแผนแล้วลุ้นผล” ไม่ใช่สายกดรัวอย่างเดียว ทุกการตัดสินใจเล็ก ๆ ในตานึง—จะเก็บการ์ดใบนี้ดีไหม จะเลือกรางแผนขึ้นเส้นทางไหน จะยอมเสียเลือดเพื่อแลกของรางวัลหรือไม่—มีผลต่อทั้ง Run แบบชัด ๆ คล้าย ๆ เวลาเราลองลุ้นอะไรนอกจอ เช่น ลุ้นผลบอล ลุ้นบิลสเต็ป หรือเสพความบันเทิงแนวกีฬากับคาสิโนออนไลน์ผ่านเว็บที่คุ้นชื่ออย่าง ยูฟ่าเบท ที่เปลี่ยนจากการจัดเด็คการ์ดมอน มาเป็นจัดบิลในชีวิตจริง แต่ไม่ว่าจะลุ้นในเกมหรือข้างนอก สิ่งที่ต้องพกเหมือนกันคือ “การคุมสติ คุมงบ และคุมความโลภ” ไม่งั้นทั้งในหอคอยและนอกหอคอยมีสิทธิ์หล่นยาวเหมือนกัน 😆
Slay the Spire คือเกมอะไร ทำไมคนถึงติดกันเป็นสิบ ๆ ชั่วโมง
สรุปง่าย ๆ เลยว่า Slay the Spire เกมสร้างเด็คปีนหอคอยสุดลุ้น คือการเอา
- เกมการ์ดแบบ Turn-based
- มาผสมกับแนว Roguelike (ตายแล้วเริ่มใหม่ แผนที่/ทางเลือกสุ่มใหม่ทุก Run)
เราเลือกฮีโร่หนึ่งตัว แล้วปีน “หอคอย” ที่มี 3–4 ด่านหลัก (Act) ในแต่ละ Run
- แต่ละ Act มีแผนที่เป็นโหนด (Node) ให้เลือกไต่ขึ้นไป
- แต่ละโหนดเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น มอนปกติ มินิบอส ร้าน เหตุการณ์สุ่ม กองไฟพัก ฯลฯ
- ทุกครั้งที่ชนะ จะได้ “เลือกการ์ดเพิ่ม” หรือได้ทอง/ไอเทม (Relic)
เป้าหมายหลักคือ
ปีนไปถึงบอสใหญ่สุด แล้วหวดมันให้ร่วงจากยอดหอคอย
แต่สิ่งที่ทำให้คนติดไม่ใช่แค่ “อยากจบเกมสักรอบ”
มันคือความรู้สึกว่า
- ทุก Run มีเรื่องราวของมันเอง
- บาง Run การ์ดกับ Relic เข้าขากันโหดมาก เล่นไปยิ้มไป
- บาง Run โดนสุ่มของงง ๆ ต้องด้นสดหาทางรอด เอาสมองไปออกกำลังกายเต็ม ๆ
เสน่ห์หลัก: เกมของ “การตัดสินใจเล็ก ๆ” ที่สะสมกลายเป็นผลใหญ่
จุดที่ทำให้ Slay the Spire ติดอันดับเกมในใจของหลายคน คือมันไม่ได้ถามเราว่า
“คุณดวงดีแค่ไหน?”
แต่มันถามว่า
“คุณตัดสินใจเก่งแค่ไหน เมื่อข้อมูลยังไม่ครบ 100%?”
ระหว่างปีนหอคอย เราจะต้องเลือกตลอดเวลา เช่น
- การ์ดไหนดี การ์ดไหนควรปล่อยผ่าน
- ระหว่างเลือดใกล้หมด กับโหนด Elite ที่ให้ Relic แรง ๆ จะขึ้นไปสู้ไหม
- จะเอาเงินไปซื้อการ์ดใหม่หรือ “ลบการ์ดแย่ ๆ ออกจากเด็ค” ดี
การเลือกเหล่านี้คล้ายการบริหารความเสี่ยง
- เส้นทางที่ปลอดภัย → เจอมอนง่ายขึ้น แต่ของดีน้อย
- เส้นทางที่เสี่ยงสูง → สู้ Elite เยอะขึ้น แต่ถ้ารอดก็โคตรโหด
สั้น ๆ คือเกมนี้สอนเรื่อง “Risk Management” ได้ดีกว่าคอร์สออนไลน์บางอันอีก 😂
ตัวละคร (ฮีโร่) แต่ละตัว เล่นต่างกันยังไง
ใน Slay the Spire เราไม่ได้เล่นตัวเดียวจบ แต่มีฮีโร่ให้เลือกหลายตัว แต่ละตัวมีสไตล์เด็คเฉพาะของตัวเอง
ตัวละครหลัก
- Ironclad – นักรบเลือดเยอะ เน้นตีแรง มีการ์ดสาย Strength เยอะ
- The Silent – โจรสาวสายพิษ+การ์ดเยอะ เน้นตีหลายฮิต สะสม Poison
- The Defect – หุ่นยนต์ที่ใช้ “Orbs” (ลูกไฟ น้ำแข็ง สายฟ้า ฯลฯ) ทำดาเมจ/ป้องกันอัตโนมัติ
- The Watcher – พระ/นักบวชสาย stance (ท่ายืน) สลับโหมดความโกรธ/สงบ ทำดาเมจคูณหนัก ๆ แต่ผิดจังหวะคือตายไว
เพื่อให้เห็นภาพ ลองดูตารางสั้น ๆ
| ตัวละคร | สไตล์การเล่นหลัก | เหมาะกับคนแบบไหน |
|---|---|---|
| Ironclad | ตีแรง ถึก ฟื้นเลือดหลังจบไฟต์ | มือใหม่ที่อยากหัดอ่านเกม ยังชอบความถึกไว้ก่อน |
| The Silent | Poison, การ์ดเยอะ คอมโบต่อเนื่อง | คนชอบจัดเด็คยาว ๆ วางแผนหลายจังหวะ |
| The Defect | เล่น Orbs สลับบัฟ/ดาเมจอัตโนมัติ | คนชอบคิดเป็นระบบ ชอบ “ตั้งเครื่องแล้วรันเอง” |
| The Watcher | stance สลับโหมด ทำดาเมจคูณมหาศาล | สายฮาร์ดคอร์ ชอบเสี่ยงสูงผลตอบแทนสูง |
การลองเล่นทุกตัวอย่างน้อย 2–3 Run จะทำให้เราเจอ “คู่แท้” ของตัวเอง ว่าเราชอบสไตล์ไหนที่สุด
ระบบการ์ด พลังงาน และสถานะ: หัวใจของเด็คบิลด์
ทุกเทิร์น เราจะ
- จั่วการ์ดขึ้นมือ
- มี “พลังงาน” (Energy) จำกัด เช่น 3 แต้มต่อเทิร์น
- การ์ดแต่ละใบมีค่าใช้พลังงานต่างกัน (0–3 หรือบางทีก็หนักกว่านั้น)
ประเภทการ์ดหลัก ๆ
- การ์ดโจมตี (Attack) – ใช้ตีศัตรู
- การ์ดป้องกัน (Skill/Block) – สร้างเกราะลดดาเมจ
- การ์ดพิเศษ (Power) – วางบัฟถาวรที่อยู่จนจบไฟต์
การจัดเด็คที่ดีจึงไม่ใช่แค่ “ใส่การ์ดโหด ๆ ให้เยอะที่สุด”
แต่ต้องบาลานซ์ระหว่าง
- การ์ดตี
- การ์ดบล็อก
- การ์ดที่ช่วยจั่ว การ์ดที่ทำให้การ์ดอื่นถูกลง
- การ์ดเอาไว้แก้สถานการณ์เฉพาะ (ล้างดีบัฟ ทำดาเมจตามจำนวนการ์ด ฯลฯ)
และที่สำคัญคือ “ไม่ยัดการ์ดเยอะเกินไป” เพราะเด็คใหญ่ไป = จั่วการ์ดสำคัญช้าลง
Relics: ของติดตัวที่เปลี่ยนสไตล์ทั้ง Run
Relic คือไอเทมถาวรที่เราเก็บระหว่างทาง
- บางชิ้นให้บัฟเล็ก ๆ เช่น +พลังงานเริ่มไฟต์ +เลือดเริ่มต้น
- บางชิ้นเปลี่ยนเกมเพลย์ทั้ง Run เช่น
- เพิ่ม Energy ต่อเทิร์น แต่ห้ามใช้ Potion
- ทุกครั้งที่เล่นการ์ด 0 cost ได้บัฟ/ดาเมจเสริม
- เพิ่มโอกาสได้การ์ดหายาก
Relic ทำให้ Run หนึ่ง ๆ มี “ธีม” ชัดเจนมาก เช่น
- Run นี้เป็นสาย 0 cost Combo เพราะได้ Relic ที่ซัพพอร์ต
- Run นี้เป็นสาย Power ล้วน เพราะได้ของที่บัฟทุกครั้งที่ลง Power
การเลือกเส้นทางไปชน Elite (เพื่อได้ Relic ดี ๆ) เลยเป็นเรื่องซีเรียสนิด ๆ เพราะมันนิยามว่า Run นั้นจะกลายเป็นอะไรในระยะยาว
เส้นทางบนแผนที่: จะขึ้นทางไหน จึงจะคุ้มสุด
ตอนเริ่มแต่ละ Act เราจะเห็น “แผนที่หอคอย” แบบเป็นเส้นแตกแขนง
โหนดสำคัญมีเช่น
- ศัตรูปกติ (หน้าหมวกหัวกะโหลกเล็ก)
- ศัตรู Elite (หัวกะโหลกทอง) – ยากกว่า แต่ได้ Relic แน่นอน
- แคมป์ไฟ (Campfire) – ใช้พักฟื้นเลือด หรืออัปเกรดการ์ด
- ร้านค้า (Merchant) – ซื้อการ์ด Relic หรือ “ลบการ์ดแย่ ๆ” ได้
- เหตุการณ์สุ่ม (Question Mark) – จะเป็นอะไรก็ได้ ตั้งแต่ได้ของฟรียันโดนดักปล้น 😂
เราเลยต้องวางแผนล่วงหน้าเสมอว่า
- อยากเก็บ Elite กี่ตัวใน Act นี้
- ควรแวะกองไฟกี่ครั้ง เพื่อไม่ให้เลือดแดงทั้งแผนที่
- ควรเข้าร้านเมื่อพกทองเยอะพอ ไม่งั้นเดินดูของแล้วเครียด
นี่คืออีกส่วนที่ทำให้เกมมีเสน่ห์สายวางแผน เพราะไม่ได้มีแต่ “คิดในไฟต์” แต่ยังต้องคิดนอกไฟต์ไปด้วย
Slay the Spire กับ “คนชอบลุ้น” นอกเกม
ใครเล่นเกมนี้สักพักจะรู้ว่า
“ทุกคลิกที่เรากดคือการเลือกระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้”
- จะยอมแลกเลือด 20 เพื่อได้ Relic ดี ๆ ไหม
- จะเลือกการ์ดที่ตอนนี้ยังไม่เข้ากับเด็ค แต่ “อนาคตอาจโหดมาก” ไหม
- จะปีนไปชน Elite อีกตัว ทั้งที่ HP เหลือน้อยรึเปล่า
มันคล้ายกับคนที่ชอบลุ้นในโลกจริงเลย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การจัดบิลบอล หรือเสี่ยงเล็ก ๆ น้อย ๆ ผ่านแพลตฟอร์มบันเทิงที่คุ้นเคยอย่าง สมัคร UFABET
จุดที่เหมือนกันคือ
- เราต้องรู้ว่า “ความเสี่ยงตรงนี้คุ้มกับผลตอบแทนไหม”
- เรามีทุน (HP/เงิน/เวลา) เท่าไหร่ จะลงไปแค่ไหนถึงจะไม่เดือดร้อน
- เราพร้อมยอมรับผลถ้ามันออกไม่ตรงใจไหม
แต่จุดที่ต่างกันแบบสำคัญมากคือ
- ในเกม: พลาด = เสีย Run นึง แต่เราได้ประสบการณ์กลับมา + กดเริ่มใหม่ได้
- ในชีวิตจริง: พลาด = เสียเงินจริง และบางทีต้องใช้เวลา/แรงใจในการกลับมาเซฟตัวเอง
เพราะงั้นถ้าใครชอบฟีล “เสี่ยงแบบคิดมาแล้ว” เกมนี้คือสนามซ้อมชั้นดี ที่ฝึกให้เราไม่ All-in มั่ว ๆ เช่นเดียวกับเวลาไปลุ้นอะไรผ่านเว็บจริง ๆ เราก็ควรบริหารเงินและเวลาให้ดีเหมือนกัน
Tips มือใหม่ Slay the Spire: เริ่มยังไงให้ไม่หัวร้อนตั้งแต่ Act 1
อย่ารับทุกการ์ดที่เกมยื่นให้
มือใหม่มักจะรู้สึกว่า “การ์ดฟรี ใครจะไม่เอา” เลยกดรับทุกใบที่ชนะไฟต์ ส่งผลให้
- เด็คใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
- การ์ดดี ๆ ที่ควรจั่วบ่อย กลายเป็นหลบไปกองท้าย ๆ
หลักง่าย ๆ คือ
- ถ้าการ์ดไม่เข้าแผนที่เราคิดไว้ → กด Skip เถอะ
- เด็คเล็กแต่ตรงคอนเซ็ปต์ ดีกว่าเด็คยักษ์แบบของกองรวมที่ไม่ได้ช่วยกัน
เลือกเส้นทางให้บาลานซ์ระหว่าง Elite กับกองไฟ
Elite ให้ของดี แต่ถ้าเลือดน้อยไปก็เสี่ยงตายก่อนถึงบอส
- ดู HP ปัจจุบัน แล้ววางเส้นทางแบบ “สู้ Elite แล้วมี Campfire รองรับ”
- ถ้า Run นั้นเราได้ของเก่ง ๆ มาตั้งแต่ต้น เราอาจขึ้น Elite เยอะหน่อยก็ได้ เพื่อดันความโกงให้สุด
อัปเกรดการ์ดให้ถูกใบ
กองไฟไม่ใช่ที่พักอย่างเดียว แต่ยังใช้ “อัปเกรดการ์ด” ได้ด้วย (แต่แลกกับการไม่ฟื้นเลือด)
- ให้ความสำคัญกับการอัปเกรดการ์ดที่อยู่ใน “แผนหลัก” ของเด็คก่อน
- การ์ดที่ได้อัปแล้วมูลค่าสูงขึ้นมาก เช่น การ์ดที่จาก Block นิดเดียว กลายเป็น Block เยอะบวกเอฟเฟกต์เพิ่ม
บางครั้งการเลือกอัปเกรดการ์ดแทนการพักเลือดคือความต่างระหว่าง “เด็คเฉย ๆ” กับ “เด็คที่เริ่มโกง”
ใช้ Potion ให้คุ้ม อย่ากั๊กจนตาย
Potion เป็นไอเทมใช้ครั้งเดียว แต่ช่วยเปลี่ยนผลไฟต์ได้เยอะมาก
- หลายคนกั๊กไว้ รู้ตัวอีกทีคือตายโดยไม่ได้ใช้เลย…
- ถ้าเจอไฟต์ที่รู้สึกว่า “ถ้าผ่านได้ Run นี้จะสดใสมาก” เช่น Elite สำคัญ ๆ หรือบอส ให้กล้าใช้ Potion
เกมให้ Potion ใหม่เรื่อย ๆ อย่ากลัวใช้แล้วหมด
ศึกษาศัตรูยอดฮิต
ในแต่ละ Act จะมีมอนบางตัวที่ออกบ่อยมาก และท่าค่อนข้างตายตัว
- จำ Pattern มันไว้ เช่น ตัวนี้เทิร์นหน้าเตรียมบัฟ ตัวนั้นเตรียมตีแรง
- การรู้ล่วงหน้าว่า “เทิร์นถัดไปจะโดนซัดกี่ดาเมจ” ช่วยให้เราเลือกว่าจะ Block หรือ All-in ตีได้ดีขึ้น
นี่คือข้อดีของเกม Turn-based—มีเวลาคิด ไม่ต้องรีบกดเหมือนเกมแอ็กชัน
Slay the Spire เหมาะกับใคร
เหมาะมากกับ…
- คนที่ชอบ “คิดเป็นตา ๆ” และลุ้นผลการตัดสินใจของตัวเอง
- คนที่ชอบเกมการ์ด แต่ไม่อยากโดดไปเล่นเกม CCG ใหญ่ ๆ ที่ต้องฟาร์มหรือเปย์การ์ด
- คนที่ชอบ Rogue-like อย่าง Hades, Dead Cells แต่คราวนี้อยากเน้น “คิด” มากกว่าคุมจอยไว
- คนที่ชอบวิเคราะห์ความเสี่ยงชิล ๆ ว่า “จังหวะไหนควรเสี่ยง จังหวะไหนควรเซฟ”
อาจไม่ใช่ทาง ถ้า…
- ไม่ชอบอ่านเอฟเฟกต์การ์ดเยอะ ๆ หรือจำสัญลักษณ์สถานะต่าง ๆ
- อยากเกมที่เล่าเนื้อเรื่องหนัก ๆ มีคัตซีนเยอะ (เกมนี้เล่าแบบมินิมอล เน้นระบบ)
- ไม่ชอบตายแล้วเริ่มใหม่ รู้สึกว่าต้อง “เก็บความคืบหน้า” แบบต่อเนื่อง
แต่ถ้าเปิดใจให้กับความคิดแบบ “ตายก็แค่ Run นึง แต่ความรู้ที่ได้อยู่ต่อ” เกมนี้จะเป็นเพื่อนเวลาว่างที่ดูดเวลาได้ดีมาก
FAQ: คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Slay the Spire
Slay the Spire ต้องเก่งการ์ดเกมมาก่อนถึงจะเล่นได้ไหม?
ไม่จำเป็นเลย แค่ถ้าเคยเล่นเกมที่ใช้ “เทิร์น” หรือเกมการ์ดพื้นฐาน จะจับระบบเร็วขึ้นหน่อย แต่เกมสอนพื้นฐานชัดเจน และการ์ดแต่ละใบก็เขียนเอฟเฟกต์ตรง ๆ อ่านแป๊บเดียวเข้าใจ
เกมนี้มีเนื้อเรื่องไหม หรือเป็นโร๊กล้วน ๆ?
มีโครงเรื่องแบบหลวม ๆ เป็นบรรยากาศมากกว่า ไม่ใช่เกมเนื้อเรื่องหนักแบบ JRPG จุดเด่นหลักอยู่ที่ระบบเด็คบิลด์กับการปีนหอคอยซ้ำไปมา ถ้าคุณชอบระบบมากกว่าเนื้อเรื่อง เกมนี้ใช่เลย
เล่นคนเดียวเหงาไหม?
เป็นเกม Single-player ล้วน ๆ แต่เพราะทุก Run มีเรื่องราวของตัวเอง หลายคนเลยเอาไปเมาท์กับเพื่อน เช่น “เมื่อวานจัดบิลด์ Poison แรงสุด ๆ ฆ่าบอส 2 เทิร์นจบ” กลายเป็นมีเรื่องเล่าแชร์กันไปเรื่อย ๆ
ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะ “จบ” เกมครั้งแรก?
แล้วแต่คนเลย ถ้าเข้าใจระบบเร็วและดวงเข้าข้าง บางคน 10–20 Run ก็จบครั้งแรกได้ แต่ส่วนใหญ่จะเล่นไปเรื่อย ๆ หลายสิบ Run เพราะอยากลองสไตล์ใหม่ ๆ จน “จบจริง” หลายรอบ แถมมีโหมด Ascension เพิ่มความยากอีก ทำให้ดองเล่นกันเป็นร้อยชั่วโมงไม่แปลก
เล่นบนอะไรดี PC หรือเครื่องเกม?
ระบบหลักเหมือนกันทุกแพลตฟอร์ม
- PC – สะดวกด้านม็อดเล็ก ๆ บางอย่าง และการลากเมาส์คลิก
- เครื่องคอนโซล/เครื่องพกพา – เหมาะกับเล่นทีละ Run ก่อนนอน ชิล ๆ บนโซฟา
เลือกแพลตฟอร์มที่เราเล่นสะดวกที่สุดจะสำคัญกว่า เพราะเกมไม่ได้กินสเปกหนัก
ภาษาอังกฤษต้องโหดไหม? การ์ดเยอะอ่านไม่ทันกลัวงง
ภาษาในเกมอ่านง่ายกว่าหนังสือเรียนมาก 555 ส่วนใหญ่เป็นคำตรง ๆ เช่น “Deal X damage” / “Gain X Block” / “Apply Poison” ถ้าอ่านซับอนิเมะได้ เกมนี้เอาอยู่สบาย
ถ้าดวงแย่ตลอด เกมนี้ยังสนุกไหม?
สนุกอยู่ เพราะเกมไม่ได้พึ่งดวงอย่างเดียว เรามีส่วนในการควบคุมได้เยอะมากผ่านการ “เลือกไม่รับการ์ดที่ไม่ช่วยเด็ค” และการวางเส้นทางแผนที่ หากเริ่มจับทางได้จะรู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้นจริง ๆ แม้ของที่สุ่มจะไม่ได้เทพทุกรันก็ตาม
บทสรุป: เกมของการตัดสินใจและความลุ้น ที่ดีต่อสมอง (ถ้าไม่เล่นตอนง่วง)
สำหรับเรา Slay the Spire เกมสร้างเด็คปีนหอคอยสุดลุ้น คือเกมที่เอาความสนุกของการ์ดเกม การวางแผน และโร๊กลไลก์มาผสมกันได้ลงตัวแบบแปลก ๆ
มันสอนเราว่า
- “ทุกการ์ดที่รับเข้ามา” มีต้นทุน เพราะมันทำให้เด็คหนาขึ้น
- “ทุกเส้นทางที่เลือกขึ้นหอคอย” มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง
- “ทุก Run ที่แพ้” ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นข้อมูลให้ Run หน้าเราเล่นดีขึ้น
เหมือนกับชีวิตจริงที่เราต้องเลือกตลอดเวลา ว่าจะเดินเส้นทางไหน จะทุ่มเทกับอะไรแค่ไหน หรือถ้าวันไหนอยากเปลี่ยนอารมณ์ไปลุ้นอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ นอกเกม ผ่านแพลตฟอร์มบันเทิงที่คุ้นหน้าอย่าง ทางเข้า UFABET ล่าสุด เราก็ยังต้องใช้หลักเดียวกันคือ “รู้ลิมิต รู้ความเสี่ยง และเล่นเพื่อความสนุก ไม่ใช่เพื่อไล่ตามอะไรที่ควบคุมไม่ได้”
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเราจะปีนหอคอยในเกมหรือปีนภูเขาเป้าหมายในชีวิตจริง เราเชื่อว่าทุกคนมี Run ที่ดีและ Run ที่พลาดปนกันไปหมด สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การชนะทุกครั้ง แต่คือการกลับมาดูเด็คของตัวเองใหม่ทุกวัน ว่าเรากำลังสะสมอะไรไว้ในชีวิต—นิสัยดี ๆ หรือการ์ดกากที่ถ่วงเราอยู่
ถ้าวันไหนรู้สึกว่าหัวตื้อ ๆ อยากได้เกมที่ทั้งสนุก ทั้งฝึกให้คิดและวางแผนแบบไม่เครียดเกินไป ลองให้โอกาสตัวเองกับ Slay the Spire เกมสร้างเด็คปีนหอคอยสุดลุ้น สัก Run ก็พอ เดี๋ยวที่เหลือเกมจะจัดการเอง…แล้วคุณจะพบว่า “ขออีกตาเดียว” มันอันตรายแค่ไหน แต่ก็อบอุ่นแค่ไหนในฐานะเกมเพื่อนสนิทช่วงดึก ๆ ของเราเหมือนกัน 💛🃏🏰