ถ้าเราพูดถึงเกม RPG โลกเปิดที่ชื่อหลุดออกมาทุกครั้งเวลาใครถามว่า “มีเกมอะไรที่ต้องเล่นสักครั้งในชีวิตบ้าง” ชื่อของ The Elder Scrolls V Skyrim เกม RPG โลกเปิดสุดคลาสสิก น่าจะติดโผแทบทุกลิสต์ นี่คือเกมที่ทำให้คำว่า “อีกเควสต์เดียว” ลามไปจนถึงตีสี่ได้อย่างแนบเนียน เดินเข้าหมู่บ้านตั้งใจจะไปคุยกับ NPC คนเดียว สุดท้ายกลายเป็นไปล่ามังกรบนเขา หลงเข้าถ้ำ ไปเข้าลัทธิแวมไพร์ แล้วเพิ่งนึกได้ว่า “เฮ้ย เรามาทำอะไรแต่แรกนะ”

สำหรับบางคน ความลุ้นใน Skyrim คือการเสี่ยงปีนเขาไปล่ามังกรแดงบนยอดสุดขอบโลก บางวันก็อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากฟัดดราโงกินตีนมังกร ไปลองลุ้นอะไรนอกจอเบา ๆ อย่างเช็กผลบอล ดูสายกีฬา หรือส่องความบันเทิงออนไลน์ผ่านเว็บที่คุ้นชื่อจาก ทางเข้า UFABET ล่าสุด บ้าง แต่ไม่ว่าเราจะลุ้นในโลกแฟนตาซีหรือโลกจริง หลักเดียวที่ห้ามลืมคือ “มีลิมิตให้ชัด” ไม่งั้นทั้งสกายริมและชีวิตจริงมีสิทธิ์กลายเป็นโหมด “มายืนมองหนี้บนภูเขา” ได้เหมือนกันนะ 😅
Skyrim คือเกมอะไร ทำไมออกมาตั้งนานแล้วยังฮิตอยู่
The Elder Scrolls V: Skyrim คือเกมแนว Action RPG โลกเปิด จาก Bethesda ที่วางขายมานานมากแล้ว แต่ยังถูกหยิบมาพูดถึง (และถูกพอร์ตลงทุกแพลตฟอร์มตั้งแต่คอนโซลยันตู้เย็นแบบแซว ๆ)
จุดเด่นหลัก ๆ ของ Skyrim คือ
- โลกเปิดขนาดใหญ่ที่มีทั้งภูเขาหิมะ ป่าทึบ ทุ่งหญ้า เมือง ปราสาท ถ้ำ โบราณสถาน
- สร้างตัวละครได้อิสระ จะเป็นนักดาบ นักธนู เมจ ขโมย นักลอบเร้น หรือลูกผสมทุกสายก็ได้
- เควสต์มหาศาล ทั้งเมนเควสต์ เนื้อเรื่องมังกร / สงครามกลางเมือง / กิลด์ต่าง ๆ / เควสต์เล็ก ๆ ในหมู่บ้าน
- ระบบทักษะ (Skill) ที่ยิ่งใช้ยิ่งเก่ง ไม่ต้องเลือกสายตั้งแต่แรกว่าต้องเป็นอาชีพตายตัว
- Mod ชุมชนโหดมาก ใครเล่นบน PC นี่จากเกมเดียวแปลงร่างเป็นเกมอีกสิบเกมได้ง่าย ๆ
มันเลยกลายเป็นเกมที่
“เล่นแบบจริงจังเป็น RPG สายเนื้อเรื่องก็ได้
เล่นแบบชิล ๆ เดินเก็บดอกไม้ ล่าสัตว์ ขี่ม้าชมวิวก็ได้
หรือจะเล่นแบบโรลเพลย์ตลก ๆ เป็นหัวหน้าลัทธิประหลาดก็ยังได้”
เนื้อเรื่องหลัก: ดราโงกิน ผู้เกิดมาพร้อมเสียงมังกร
หัวใจของ The Elder Scrolls V Skyrim เกม RPG โลกเปิดสุดคลาสสิก คือเรื่องของ “Dragonborn” หรือ ดราโงกิน – มนุษย์ที่มีจิตวิญญาณของมังกร
ตอนเริ่มเกม
- เราตื่นขึ้นมาบนเกวียนนักโทษ กำลังจะถูกประหาร
- ยังไม่ทันรู้เรื่องอะไร มังกรตัวมหึมาบินมาถล่มหมู่บ้าน
- เราเลยหนีรอดพร้อมกับคำถามในหัวว่า “กูทำอะไรผิดเหรอ ทำไมต้องโดนประหารตั้งแต่ยังไม่ได้เล่นเกมเลย”
ไม่นานหลังจากนั้น
- เราค้นพบว่าตัวเองคือ Dragonborn
- มีความสามารถดูดซับพลังจากมังกรที่ฆ่าได้
- ใช้เสียงตะโกน (Shout) แบบมังกรได้ เช่น Fus Ro Dah ผลักศัตรูกระเด็น / ตะโกนเรียกลมพายุ ฯลฯ
เมนเควสต์หลักจะวนอยู่กับ
- การเตรียมตัวเผชิญหน้ากับมังกรโบราณ Alduin ผู้ถูกทำนายว่าจะมากินโลก
- การหาทางเข้าใจพลังของ Dragonborn
- การเกี่ยวพันกับเหล่า Greybeards บนยอดเขาสูง และความขัดแย้งในโลกของมนุษย์เองด้วย
แต่จุดที่เจ๋งของ Skyrim คือ แม้เนื้อเรื่องหลักจะมี แต่เกมไม่เคยบังคับเราว่าต้องไปเมนเควสต์ตอนนี้เลยนะ จะปล่อยเมนไปก่อนแล้วไปทำอย่างอื่นอีก 200 ชั่วโมงก็ได้ ไม่มีใครมาตาม 🤣
สงครามกลางเมือง และการเลือกข้าง
นอกจากเรื่องมังกรแล้ว โลกของ Skyrim ยังมี สงครามกลางเมือง ระหว่าง
- ฝ่ายจักรวรรดิ (Imperial Legion)
- ฝ่าย Stormcloaks – กบฏชาวนอร์ดที่ไม่อยากอยู่ในอำนาจจักรวรรดิ
เราในฐานะ Dragonborn สามารถ
- เลือกเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
- ทำเควสต์ชุดใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของเมืองต่าง ๆ ในสกายริม
- เห็นผลของการตัดสินใจตัวเองจากเมืองที่เปลี่ยนมือมาหลายครั้ง
แม้ระบบการเมืองในเกมจะไม่ลึกระดับเกมวางกลยุทธ์ แต่ก็ช่วยให้โลกในเกมรู้สึกมี “ประวัติศาสตร์” มากกว่าแค่เป็นฉากสวย ๆ ใส่มอนสเตอร์
กิลด์ต่าง ๆ: สายอาชีพตามใจเรา
อีกหนึ่งของดีใน Skyrim คือ กิลด์ หรือกลุ่มอาชีพที่มีเนื้อเรื่องของตัวเอง เช่น
- Companions – สายนักรบ / ทหารรับจ้าง (แอบมีความลับบางอย่าง…)
- College of Winterhold – สายเมจ เรียนเวทมนตร์ในเมืองมหาลัยที่กำลังพัง
- Thieves Guild – กิลด์โจรผู้ดีแห่งเมือง Riften มีทั้งอบอุ่นและหม่น
- Dark Brotherhood – ลัทธินักฆ่าที่เนื้อเรื่องดาร์กแบบโหดมาก
แต่ละกิลด์มีเควสต์ไลน์ของตัวเอง ยาวแบบมินิซีรีส์ 1 เรื่อง พอเราทำไปเรื่อย ๆ เราจะรู้สึกเหมือนเมนเควสต์รองเหล่านี้มีความสำคัญไม่แพ้เนื้อเรื่องหลักเลย
ระบบตัวละครและสกิล: ใช้อะไรมาก ก็เก่งด้านนั้น
จุดต่างของ Skyrim กับ RPG รุ่นเก่า ๆ คือ
“เราไม่ต้องเลือกคลาสตอนเริ่มแบบ Warrior / Mage / Thief ตายตัว”
แต่เกมใช้ระบบ
- สกิลแต่ละสาย (เช่น One-Handed, Two-Handed, Archery, Sneak, Destruction, Restoration, Smithing, Alchemy ฯลฯ)
- ยิ่งเราใช้สกิลไหนบ่อย เลเวลของสกิลนั้นจะสูงขึ้น
- พอรวมเลเวลสกิลทั้งตัวละครเพิ่มขึ้น เลเวลตัวละครเราก็จะอัปด้วย
แล้วทุกครั้งที่เลเวลอัป
- เราเลือกเพิ่ม HP / Magicka / Stamina
- ได้ Perk Point ไปอัปช่องสกิลของแต่ละสาย เช่น ยิงธนูแรงขึ้น ย่องเบาเนียนขึ้น เวทย์ไฟแรงขึ้น ฯลฯ
ผลคือ
- ถ้าเราเล่นสาย “นักธนูลอบเร้น” เราก็แค่ใช้ธนูเยอะ ย่องเยอะ เกมจะค่อย ๆ ดันเราไปทางนั้นโดยธรรมชาติ
- ถ้าเรากลางทางอยากเปลี่ยนเป็นสายเมจ ก็เริ่มใช้เวทเยอะ ๆ สายเวทก็จะโตตาม
มันทำให้ตัวละครรู้สึก “เป็นผลมาจากสไตล์การเล่นของเรา” มากกว่าผลจากการตั้งแต่ต้นว่าชั้นเป็นอาชีพอะไร
ตารางสรุประบบหลักใน The Elder Scrolls V Skyrim
| หัวข้อ | รายละเอียดแบบเข้าใจไว |
|---|---|
| ประเภทเกม | Action RPG โลกเปิด (Open World) |
| บทบาทผู้เล่น | Dragonborn – มนุษย์ผู้มีพลังมังกร |
| แกนเรื่อง | รับมือการกลับมาของมังกร Alduin + สงครามกลางเมือง |
| ระบบเลเวล | ยิ่งใช้สกิลไหนบ่อย สกิลนั้นยิ่งเก่ง เลเวลรวมอัปตัวละคร |
| เควสต์ | เมนเควสต์ + เควสต์กิลด์ + เควสต์ย่อยอีกนับไม่ถ้วน |
| กิลด์สำคัญ | Companions, College of Winterhold, Thieves Guild, Dark Brotherhood |
| โลกเกม | จังหวัด Skyrim มีเมืองหลักหลายเมือง ภูเขา ป่า ถ้ำ ดันเจียน |
| จุดเด่นระยะยาว | อิสระในการเล่นสูงมาก + ชุมชน Mod โหดระดับตำนาน |
โลกเปิดของ Skyrim: จากภูเขาหิมะถึงถ้ำมืด และบ้านหลังเล็กของเรา
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้คนหลงรัก The Elder Scrolls V Skyrim เกม RPG โลกเปิดสุดคลาสสิก คือ “ความรู้สึกตอนยืนมองวิว”
- เราขี่ม้าข้ามทุ่งหญ้า เห็นภูเขาหิมะระยะไกล
- บางทีแค่เดินตามถนนหลัก ก็มีเหตุการณ์สุ่มเกิดขึ้น เช่น เจอขโมย เจอทหารพานักโทษไปคุมขัง เจอพ่อค้ามาเดินลุยหิมะเงียบ ๆ
- ถ้าหันออกนอกทางสักนิด ก็อาจเจอถ้ำลึกลับ หอคอยร้าง หรือศาลเจ้าลึกลับแบบไม่ได้ตั้งใจ
แถมภูมิประเทศยังหลากหลาย
- แถบ Whiterun – ทุ่งหญ้ากึ่งเขา โล่ง ๆ มีฟาร์มและหมู่บ้าน
- แถบ Winterhold / Dawnstar – หิมะ หนาว ลมแรง เมืองริมทะเลเย็น ๆ
- แถบ Falkreath – ป่าทึบ หมอกจัด ให้ฟีลแฟนตาซีหม่น ๆ
- แถบ Riften – ป่าฤดูใบไม้ร่วง ทะเลสาบ และเมืองท่าไม้ผุ ๆ ที่แอบมีแก๊งโจรเต็มไปหมด
การสำรวจโดยไม่เปิดแผนที่แทบจะกลายเป็นกิจกรรมหลักของหลายคน บางคนเข้าเกมมาเพื่อ “เดินป่า ถ่ายรูป” มากกว่าจะไปตีมังกรก็มี 😂
บ้านและชีวิตอีกแบบของ Dragonborn
พอเล่นไปสักพัก เราสามารถ
- ซื้อบ้านในเมืองต่าง ๆ (เริ่มจากบ้านเล็ก ๆ ใน Whiterun)
- ตกแต่งบ้าน ใส่ตู้ แร็คโชว์อาวุธ ห้องจัดเกราะ ห้องจัดหนังสือ
- บาง DLC ยังให้เราสร้างคฤหาสน์ของตัวเอง สร้างห้องเพิ่มได้เอง
แถมเรายังสามารถ
- แต่งงานกับ NPC บางคน
- รับเด็กกำพร้ามาเลี้ยง (ถ้ามีบ้านพร้อมห้องเด็ก)
จาก Dragonborn ตีมังกร เลือดสาดทุกวัน อยู่ดี ๆ กลายเป็นคุณพ่อคุณแม่ชาวนอร์ด ทำกับข้าวให้ลูกก่อนออกไปล่ามังกรต่อ ก็เป็นฟีลที่น่ารักดีเหมือนกัน
Skyrim กับ “สายลุ้น” และการบริหารความเสี่ยงแบบขำ ๆ
ถ้ามองดี ๆ การเล่น Skyrim ก็มีความ “สายลุ้น” แทรกอยู่ตลอดทาง
- ลุ้นว่าเข้าไปในถ้ำนี้จะเจออะไร – มังกร ดรากัวร์ คนบ้า หรือแค่หมาป่า 3 ตัว
- ลุ้นว่ากระโดดลงจากหน้าผานี้ม้าจะรอดไหม (ตัวละครไม่เป็นไรแต่ม้าตายก่อนบ่อยมาก)
- ลุ้นว่าถ้าลองล้วงกระเป๋า NPC คนนี้จะโดนจับไหม
ทุกการตัดสินใจมีความเสี่ยงเล็ก ๆ อยู่เสมอ แต่เกมให้เราเรียนรู้จากความพลาดแบบไม่เจ็บจริง – แค่โหลดเซฟใหม่ หรือยอมติดคุกหน่อยแล้วเริ่มต้นใหม่
ฟีลนี้คล้าย ๆ กับคนที่ชอบลุ้นอะไรในชีวิตจริง เช่น พอออกจากโลกสโนว์ของ Skyrim แล้วก็ไปดูบอล ลองเช็กค่าน้ำ ลองส่องแนวทางความบันเทิงออนไลน์ผ่าน สมัคร UFABET เล่น ๆ เพื่อเปลี่ยนโหมดความลุ้นจากดาบ–มังกร เป็นสกอร์–สนามหญ้า
แต่จุดที่ต่างกันแบบสำคัญมากคือ
- ในเกม: เสี่ยงแล้วพลาด = โหลดเซฟ
- ในโลกจริง: เสี่ยงแล้วพลาด = เสียเงินจริง เวลาและสภาพจิตใจก็อาจโดนหางเลขด้วย
เพราะงั้นการเอา “สกิลวางแผน” จาก Skyrim ไปใช้ในชีวิตจริงก็น่าจะดีอยู่เหมือนกัน เช่น
- ไม่ทุ่มทองทั้งหมดไปซื้อบ้านหลังเดียวในเมืองที่ตัวเองยังไม่เคยไปมาก่อน (ในเกมและนอกเกม)
- ไม่เดินเข้าถ้ำลึกโดยไม่มีโพชัน ไม่มีเซฟ ไม่มีแผนหนี
- ถ้าจะไปลุ้นอะไรนอกเกม ก็ควรกำหนดลิมิตไว้ให้ชัด ว่าเล่นเท่าไหร่เพื่อความสนุก ไม่แตะเงินที่จำเป็นต่อชีวิตจริง
สรุปคือจะลุ้นในโลกแฟนตาซีหรือโลกจริงก็ได้ทั้งนั้น แต่อย่าให้ความลุ้นมาคุมเรา เหมือนอย่าให้มังกรบนหัวคุมหมดทุกอย่างในชีวิต Dragonborn นั่นแหละ
สายสร้างตัวละคร: เล่นแบบไหนได้บ้างใน Skyrim
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ The Elder Scrolls V Skyrim เกม RPG โลกเปิดสุดคลาสสิก อยู่ได้นานคือ “ความหลากหลายของสายเล่น”
สายนักดาบ/นักรบ
- ใช้อาวุธมือเดียว+โล่ หรือถือดาบใหญ่สองมือ
- ใส่เกราะหนัก หน้าตาแมน ๆ รับดาเมจได้ดี
- วิ่งเข้าไปบวกใกล้ ๆ ฟันแรง ๆ ป้องกันด้วยโล่
แบกโล่เดินอัดทุกอย่างที่ขวางหน้า เหมาะกับคนที่อยากเล่นตรงไปตรงมา
สายธนูลอบเร้น (Sneaky Archer Meme ในตำนาน)
- ใส่เกราะเบา ย่องเบาอย่างเงียบ
- ซุ่มบนหิน/ระเบียง แล้วยิงธนูใส่หัวมอนในเงามืด
- ถ้ายิงแล้วฆ่าได้ในนัดเดียว ศัตรูจะงง ๆ เดินหาต้นทางไม่เจอ
สายนี้ฮิตมาก จนมีมว่า “เกม Skyrim คือเกมจำลองชีวิต Sniper”
สายเมจเต็มตัว
- ใช้เวทย์ Destruction (ไฟ น้ำแข็ง สายฟ้า) ยิงจากระยะกลาง
- ใช้ Restoration ฟื้นเลือด
- ใช้ Conjuration เรียกสัตว์อสูร/ซากศพมาช่วยสู้
เล่นสายนี้จะรู้สึกเหมือนเป็นคนแจกบัฟ–ยิงเวทสลับไปมา สนุกในแบบ “แม่มดพเนจร”
สายลูกผสมสุดบ้า
เพราะเกมไม่ล็อกสาย เราเลยเห็น build แปลก ๆ เยอะมาก เช่น
- นักรบใส่เกราะหนักแต่ใช้เวทไฟ
- ขโมยที่ถือหอกและเรียกอสูร
- พระสายฮีลที่ถือตะบองตีหัวมอนแล้วบัฟเพื่อน
ตรงนี้แหละที่ทำให้เราเล่นใหม่ได้เรื่อย ๆ เปลี่ยนสายไปมาไม่เบื่อ
Tips มือใหม่เริ่มเล่น Skyrim ให้ไม่หลงเกินไป
ไม่ต้องรีบเคลียร์เมนเควสต์
หลายคนเริ่มเกมแล้วคิดว่า “ต้องรีบไปสู้ Alduin ให้จบก่อน” จริง ๆ ไม่จำเป็นเลย
- ปล่อยเมนไว้ก่อนแล้วไปทำกิลด์ / เดินเล่น / ล่ามังกรข้างทางก็ได้
- ยิ่งเราทำอย่างอื่น โลกจะยิ่งรู้สึกมีมิติมากขึ้น
เซฟบ่อย ๆ เซฟเป็นเพื่อนรัก
โลก Skyrim เต็มไปด้วย
- หน้าผา
- บั๊กเล็ก ๆ น้อย ๆ
- การกดผิดที่อาจทำให้เผลอฆ่า NPC สำคัญได้
เซฟบ่อย ๆ ช่วยชีวิตเราจากการ “เสียอย่างถาวร” ได้เยอะมาก
อย่ากลัวที่จะรับเควสต์เยอะ
เควสต์ใน Skyrim ขึ้นเต็มสมุดเควสต์เป็นเรื่องปกติ
- ไม่ต้องรีบเคลียร์ทั้งหมดในทีเดียว
- ปล่อยมันค้างไว้ได้ พอผ่านแถวนั้นค่อยแวะทำ
มันเหมือนการมี To-do list ชีวิตยาว ๆ ที่ค่อย ๆ เช็กทีละข้อ
อัปเกรดตัวยังไงให้บาลานซ์
ตอนเลเวลอัป
- ถ้าโดนมอนตบตายบ่อย → เพิ่ม HP
- ถ้าร่ายเวทบ่อยแล้วหมดแมจิกกาไว → เพิ่ม Magicka
- ถ้าขาดสแตมินาเวลาวิ่ง ปีนเขา ตีก็เหนื่อยไว → เพิ่ม Stamina
ส่วน Perk ให้เน้นในสกิลที่เราใช้บ่อยจริง ๆ อย่าพยายามกระจายทุกต้นไม้ทีละนิด จะทำให้ไม่เด่นซักทาง
โดนมังกรถล่มเมืองทำไงดี
มังกรใน Skyrim ชอบบินลงมาถล่มเมืองคนเล่นแบบสุ่ม ๆ
- พยายามล่อมันให้อยู่ใกล้ทหารเมือง จะได้มีคนช่วยยิง
- ใช้ธนู/เวทย์ยิงตอนมันบิน และรีบฟันตอนมันลงจอด
- ถ้าเพิ่งเริ่มเกมแล้วของไม่พร้อม หนีเข้าบ้าน/อาคารในเมืองก่อนก็เป็นทางเลือกได้ (ชีวิตสำคัญกว่าเขี้ยวมังกรหนึ่งอัน!)
FAQ: คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Skyrim
Q: ถ้าไม่เคยเล่น The Elder Scrolls ภาคก่อน ๆ มาก่อน เล่น Skyrim เลยได้ไหม?
ได้เลย 100% เนื้อเรื่องของแต่ละภาคเชื่อมกันแบบหลวม ๆ เป็นจักรวาลเดียวกันก็จริง แต่ Skyrim เล่าเรื่องตัวเองครบในภาคเดียว ไม่จำเป็นต้องรู้ภาคเก่ามาก่อน
Q: ภาษาอังกฤษไม่เก่ง จะเล่นรู้เรื่องไหม?
Skyrim มีข้อความเยอะ ทั้งบทพูด หนังสือ เอกสารต่าง ๆ ถ้าพออ่านอังกฤษได้ระดับหนึ่งจะสนุกขึ้นมาก แต่ถ้าอ่านไม่คล่องก็ยังเล่นสนุกในแง่ “เดินสำรวจ–ตีมอน–อัปตัว” ได้อยู่ดี หรือถ้าเล่นบนแพลตฟอร์มที่มีซับ/ม็อดภาษาไทยช่วยก็จะสบายขึ้นเยอะ
Q: เกมนี้เก่าแล้ว ภาพจะรับได้ไหม?
แม้กราฟิกจะไม่สดใหม่แบบเกมปีล่าสุด แต่ด้วยดีไซน์โลก บรรยากาศ หิมะ ภูเขา ป่า เมือง ทำให้มันยังดูดีอยู่ ที่สำคัญ ถ้าเล่นบน PC สามารถลง Mod ปรับภาพ แสง เงา ให้สวยขึ้นระดับเกมรุ่นใหม่ได้เลย
Q: Skyrim ยากไหม? เหมาะกับมือใหม่สาย RPG มั้ย?
ถือว่าเป็นเกมที่ “ใจดี” พอสมควร
- ปรับระดับความยากได้
- ตายแล้วโหลดเซฟกลับมาได้เรื่อย ๆ
- มีเควสต์หลากหลายให้เลือก ถ้าเควสต์ไหนยากไปก่อนค่อยกลับมาทำทีหลัง
มือใหม่สาย RPG เล่นได้สบาย ถ้าเข้าใจพื้นฐานการอัปเลเวลและการใส่เกราะอาวุธนิดหน่อย
Q: เล่นคนเดียวเหงาไหม? มี Co-op หรือเปล่า?
ตัวเกมหลักเป็น Single-player ล้วน ๆ เราอยู่ในโลกสกายริมคนเดียว (พร้อม NPC กับมังกร) แต่เพราะโลกมันแน่นมาก เควสต์เยอะ ตัวละครเพียบ เลยไม่ค่อยรู้สึกเหงา ถ้าอยากมีเพื่อนเดินด้วยก็มีระบบ Follower ให้ NPC มาติดตามช่วยสู้แทนเพื่อนได้
Q: ถ้าเล่นบน PC กับคอนโซล ต่างกันยังไง?
พื้นฐานเกมเพลย์เหมือนกัน แต่บน PC จะได้เปรียบเรื่อง Mod
- Mod ปรับภาพ เพิ่มเควสต์ ปรับ UI ตัวละคร ฯลฯ
- Mod ทำให้เกมสดใหม่ไปอีกหลายร้อยชั่วโมง
ส่วนบนคอนโซลจะเน้นความสะดวกนั่งเล่น ชิล ๆ ไม่ต้องวุ่นวายตั้งค่า เหมาะกับคนอยากเสียบเปิดแล้วเล่นเลย
Q: เล่นไปยาว ๆ จะเบื่อไหม?
ถ้าเล่นแบบ “จะเคลียร์ทุกอย่าง 100%” อาจเหนื่อยหน่อยเพราะเควสต์เยอะมาก แต่ถ้าเล่นแบบ ปล่อยตัวเองเดินตามอารมณ์ วันไหนอยากล่ามังกรก็ล่า วันไหนอยากเก็บดอกไม้ก็ทำ วันไหนอยากไปขโมยของเล่น ๆ ก็ทำ เกมนี้แทบไม่มีคำว่าเบื่อ มีแต่คำว่า “แตะเกมอื่นไม่ลง” มากกว่า 🤣
สรุป: ทำไม The Elder Scrolls V Skyrim เกม RPG โลกเปิดสุดคลาสสิก ถึงยังควรค่าแก่การลองในวันนี้
แม้เวลาจะผ่านมาหลายปี แต่เหตุผลที่ The Elder Scrolls V Skyrim เกม RPG โลกเปิดสุดคลาสสิก ยังถูกหยิบมาพูดถึงเสมอ คือมันให้ “อิสระ” ในแบบที่เกมจำนวนไม่มากทำได้
- อิสระในการเป็นใครก็ได้ – นักดาบ นักธนู เมจ ขโมย นักฆ่า หรือคนชอบเดินเล่นชมดาว
- อิสระในการเลือกว่าจะไปไหนก่อน – จะไปล่ามังกรบนเขา หรือไปเก็บเห็ดในป่าก่อนก็ถูกทั้งคู่
- อิสระในการเล่าเรื่องของตัวเอง – แม้ทุกคนจะเล่นเกมเดียวกัน แต่เรื่องเล่าที่ออกมามักไม่เหมือนกันเลย
มันคือเกมที่เราเข้าไปเมื่อไหร่ก็เหมือนได้ใช้ชีวิตอีกหนึ่งชีวิตในดินแดนหิมะ แสงเหนือ และเสียงมังกร ถ้าวันไหนชีวิตจริงมันวุ่นวายเกินไป การได้กลับไปเป็น Dragonborn ขี่ม้าขึ้นเขา ฟังเพลงประกอบเบา ๆ แล้วปล่อยให้ลมหนาวในเกมพัดใส่หน้า ก็เป็นการพักใจที่ดีแบบแปลก ๆ
และเหมือนกับในโลกจริง ที่เรามีสิทธิ์เลือกว่าจะใช้เวลาว่างยังไง – บางวันเราอาจเลือกปิดทุกอย่างแล้วจมกับ Skyrim อย่างเดียว บางวันเราอาจอยากเปลี่ยนไปลุ้นอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ผ่านแพลตฟอร์มบันเทิงที่คุ้นเคยอย่าง ยูฟ่าเบท เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน สิ่งสำคัญคือการ “รู้ลิมิตตัวเอง” และใช้ทั้งเวลาและเงินไปกับสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขโดยไม่ทำร้ายอนาคตของเราเอง
สุดท้ายนี้ ถ้าคุณกำลังมองหาเกมที่ไม่บังคับให้คุณต้องเป็นฮีโร่ทันที แต่มอบโลกหนึ่งใบให้คุณค่อย ๆ ค้นหาในจังหวะของตัวเอง The Elder Scrolls V Skyrim เกม RPG โลกเปิดสุดคลาสสิก ยังเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่อบอุ่น แต่อัดแน่นไปด้วยการผจ adventure ที่ควรลองสักครั้งจริง ๆ เราเชื่อเลยว่า พอคุณได้ยินเสียงธี่กลางหิมะกับเสียงมังกรคำรามครั้งแรก คุณจะเข้าใจทันทีว่าทำไมเกมนี้ถึงถูกเรียกว่า “ตำนาน” และทำไมคนถึงยังไม่ยอมลืมมันจนถึงทุกวันนี้ ❄🐉🗡️